การดูแล แบตเตอรี่ของรถยนต์ รถรับจ้างขนของ ให้อยู่กับเราไปนานๆ

การดูแล แบตเตอรี่ของรถยนต์ รถรับจ้างขนของ ให้อยู่กับเราไปนานๆ แบตเตอรี่ของรถยนต์ ก็เป็นเสมือนหัวใจของรถยนต์นะครับ หากแบตเตอรี่ทำงานได้ไม่ดี มีปัญหา ขัดข้อง รถยนต์ของเราก็จะมีปัญหาตามไปด้วยเช่นกัน จะว่าไปก็เหมือนหัวใจคนเรานะครับ ทำงานไม่ดี สตาร์ทไม่ติดก็เป็นปัญหาใหญ่เหมือนกันครับ ดังนั้น เราหันมาดูแล แบตเตอรี่รถยนต์ ของเราให้ใช้งานได้นานๆ กันดีกว่า วิธีง่ายๆต่อไปนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว แต่สามารถป้องกันปัญหาที่จะเกิดกับรถยนต์สุดที่รักของเราได้ด้วย

ประเภทของแบตเตอรี่รถยนต์

ประการแรก เรามาทำความรู้จักกับแบตเตอรี่รถยนต์อย่างคร่าวๆ กันก่อนดีกว่าครับ แบตเตอรี่รถยนต์จริงๆแล้วมีอยู่ 2 ประเภทด้วยกัน ได้แก่ แบตเตอรี่แบบเปียก และแบตเตอรี่แบบแห้งครับ

1. แบตเตอรี่แบบเปียก
เป็นแบตเตอรี่ที่นิยมใช้กันในรถยนต์ส่วนใหญ่ครับ อย่างที่เราคุ้นเคยกันคือมีฝาเปิด-ปิด สามารถเติมน้ำกลั่นเองได้ มีอายุการใช้งานประมาณ 1-2 ปี แต่หากเราดูแลดีๆ ก็สามารถใช้งานได้นานกว่านั้นเยอะครับ โดยเราควรจะดูแล และเติมน้ำกลั่นอย่างน้อยประมาณสัปดาห์ละครั้ง

2. แบตเตอรี่แบบแห้ง (Maintenance Free)
เป็นแบตเตอรี่แบบที่ไม่จำเป็นต้องเติมน้ำกลั่น แบตเตอรี่แบบนี้จะไม่มีฝาเปิด-ปิดสำหรับเติมน้ำกลั่นนะครับ ราคาจะค่อนข้างสูงกว่าแบตเตอรี่ประเภทอื่นด้วย แต่ว่าจะมีอายุการใช้งานที่มีระยะเวลานานกว่าแบบเปียก โดยมีอายุการใช้งานประมาณ 5-10 ปี โดยหากรถยนต์ของคุณใช้แบตเตอรีแบบแห้ง ขอแนะนำว่าอย่าต่อเติม ปรับแต่งอะไรที่เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าเพิ่มเข้าไปนะครับ กำลังไฟอาจจะไม่พอ และทำให้มีปัญหาได้

วิธีการดูแล แบตเตอรี่ของรถยนต์ ให้อยู่กับเราไปนานๆ

1. เราควรจะตรวจสอบสภาพของแบตเตอรี่ของเราอยู่เสมอครับ โดยดูแลอย่าให้มีรอยแตกรอยร้าว เพราะจะทำให้แบตเตอรี่ไม่สามารถเก็บประจุไฟฟ้าได้อย่างที่ควร

2. เราควรทำการดูแลขั้วแบตเตอรี่ให้สะอาดอยู่เสมอ วิธีการดูแลง่ายๆ คือ ให้ทาขั้วแบตเตอรี่ด้วยวาสลีนเพื่อป้องกันไม่ให้มีคราบขี้เกลือขึ้น แต่หากมีคราบขี้เกลือขึ้นที่ขั้วแบตเตอรี่แล้ว ก็มีวิธีทำความสะอาดง่ายๆ คับนั่นก็คือการใช้น้ำร้อนราดทำความสะอาดนั่นเอง

3. ตรวจสอบระดับน้ำกลั่นในแบตเตอรี่อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง อย่าปล่อยให้น้ำกลั่นแห้งนะครับ ควรเติมน้ำกลั่นให้อยู่ในระดับกลางๆระหว่างขีดสูงสุดและต่ำสุดครับ แต่อย่าเติมให้เกินขีดสูงสุด

4. ควรมีการตรวจสอบวัดระดับกระแสไฟฟ้าของแบตเตอรี่อย่างสม่ำเสมอด้วยครับ เพื่อดูว่าแบตเตอรี่เสื่อมหรือมีปัญหาอื่นๆ ในการเก็บประจุไฟฟ้าหรือไม่

5. ควรทำการตรวจเช็คระบบชาร์จไฟของอัลเตอร์เนเตอร์ด้วยว่าระบบไฟชาร์จต่ำหรือสูงเกินไปหรือเปล่า ถ้าต่ำไปเราอาจจะมีประจุไฟไม่พอใช้ทำให้มีปัญหาตอนสตาร์ทรถ หรือหากสูงไปจะทำให้น้ำกรด และน้ำกลั่นระเหย และเดือดเร็วเกินไป ซึ่งอาจจะทำให้มีปัญหาหม้อน้ำมีความร้อนสูงเกินได้ด้วย

6. หากคุณอยู่ในพื้นที่ๆ มีอากาศหนาว อย่างภาคเหนือ อย่าลืมว่าประสิทธิภาพการกระจายของน้ำกรด และน้ำกลั่นจะลดลงด้วยนะครับ ดังนั้นขณะอากาศเย็นมากๆ ควรหลีกเลี่ยงการใช้กระแสไฟมากๆ จะให้ดีจอดรถข้ามคืน ตอนเช้าควรจะสตาร์ทรถยนต์ทิ้งไว้สัก 5-10 นาทีเพื่ออุ่นเครื่องด้วย

7. หากระบบไฟอ่อน หรือมีปัญหาตอนสตาร์ทเครื่อง อาจจะลองตรวจสอบไดชาร์จดู

8. อย่าใช้น้ำกรด หรือน้ำกลั่นที่มีสารเคมีผสมนะครับ อาจจะไปกัดตัวแบตเตอรี่ทำให้มีปัญหาได้

9. ห้ามสูบบุหรี่ขณะตรวจเช็คแบตเตอรี่เป็นอันขาดนะครับเพราะอาจจะทำให้ระเบิดได้

10. สำหรับแบตเตอรี่แห้ง ตัวตาแมวของแบตเตอรี่จะเอาไว้ใช้ดูกำลังไฟ หากเป็นสีน้ำเงินเท่ากับว่าทุกอย่างปกติดี หากเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือสีแดงหมายความว่าแบตเตอรี่มีปัญหา อาจจะต้องชาร์จไฟ หรือเติมน้ำกลั่นเพิ่ม แต่ถ้าเป็นสีขาวเลยแปลว่าแบตเตอรี่เสื่อมคุณภาพ หรือเสียแล้วก็ต้องเปลี่ยนลูกใหม่ประการเดียว

อาการของแบตเตอรี่ใกล้หมดอายุหรือเสื่อมสภาพ
1. สตาร์ทเครื่องติดยาก
2. ไฟหน้ารถไม่สว่าง
3. ระบบไฟฟ้าในรถยนต์ทำงานช้าลง เช่น กระจกไฟฟ้าทำงานช้าลง เป็นต้น
4. ไดสตาร์ทไม่ทำงาน
5. แผ่นธาตุภายในเกิดอาการบวม